กว่าจะเป็นทนายความ ภาค 2
( รู้ก่อน เตรียมตัวก่อนกับข้อสอบทนาย )

หลังจากที่สอบข้อมูลในการเตรียมตัวเบื้องต้นกันไปบ้างแล้ว ในตอนที่แล้ว ทั้งในเรื่องของคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียนสอบ และขั้นตอนการเตรียมตัวสอบขอรับใบอนุญาต ทนายความ ซึ่งเป็นเหมือนใบเบิกทางเพื่อเข้าสู่วงการกฎหมายของเหล่า  และนักกฎหมายหน้าใหม่ทุกคน

โดยการสอบใบอนุญาต ทนายความ นี้ แน่นอนว่าคนที่จะต้องมาสอบได้จะต้องผ่านการสำเร็จการศึกษาในด้านกฎหมายกันมาอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนจะต้องมีเลยแน่นอนถ้าหากอย่างสอบผ่านก็คือ “ความแม่นยำและความรู้ทางกฎหมาย” โดยจะอาศัยความรู้จากตำราเพียงอย่างเดียวก็คงไม่เพียงพอ แต่จะต้องอาศัยปฏิภาณไหวพริบในการประยุกต์ข้อกฎหมายจากตำราที่ได้เรียนมาเข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างแตกฉาน ต้องพึงระลึกเอาไว้เสมอว่า “ทักษะที่จะสอบให้ผ่านใบอนุญาตทนายความ นั้นแทบจะไม่ต่างกับสถานะจริงที่ใช้ประกอบอาชีพ” 
ทนายความ

การสอบภาคปฏิบัติ เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

หากจะให้บอกว่าเนื้อหาที่จะออกสอบนั้นคืออะไร อาจจะยากที่จะคาดเดา ที่จากสถิติเนื้อหาเก่าที่เคยผ่านมาและออกข้อสอบกันอยู่บ่อยครั้ง สำหรับภาคอัตนัยก็คือคงหนีไม่พ้น หลักการเขียนคำร้องต่างๆ ทั้งเพ่งและอาญา ร่างคำฟ้อง หนังสือทวงถาม หลักการเขียนร้องทุกข์ และรูปแบบการบรรยายทั้งในฐานะของโจทก์และจำเลย (นึกถึงสถานการณ์จริงเข้าไว้ ผู้ที่เคยผ่านการฝึกงานหรือสังเกตการณ์มาแล้วจะได้เปรียบในข้อนี้มาก)”

สำหรับภาคปรนัย ซึ่งอาจจะต้องใช้ความจำและการท่องจำทบทวนกันมาอย่างดี ก็คงจะต้องเน้นในเรื่องของแม่บทกฎหมายอย่าง พระราชบัญญัติของศาลต่างๆ (ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง, พ.ร.บ.จัดต้องศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534, พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 เป็นต้น) อีกทั้งระเบียบและหลักการพิจารณาของคดีในรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนที่ง่ายและเร็วเหมือนได้คะแนนมาแบบฟรีๆ

ถึงแม้ว่าข้อสอบจะดูยาก ดูหินมากแต่ก็จะมีส่วนหนึ่งที่ใช้เวลาไม่นานและค่อนข้างตายตัวมากที่สุดก็คือ การเขียนคำร้อง คำแถลงต่างๆ หนังสือทวงถาม รวมไปถึงหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนาย
อีกส่วนหนึ่งที่สามารถทำได้เลยก็คือ การเขียนร่างฟ้องอาญา และอาจจะใช้เวลามากหน่อยในการวิเคราะห์และตีโจทย์ของการร่างฟ้องแพ่งซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างจะตายตัว

ทำความเข้าใจว่าใครคือโจทก์ของคดี และคือจำเลยของคดี

การแยกแยะให้ออกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีใครที่จะเกี่ยวข้องบ้าง รวมไปถึงประเด็นสำคัญอย่าง ใครคือโจทก์ใครจำเลยของเรื่องนี้ และยิ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์เป็นอย่างมากหากผู้เกี่ยวข้องมีมากกว่า 2 คน “ข้อควรจำให้ขึ้นใจเลยก็คือควรจะสังเกตและวิเคราะห์เรื่องราวจากตุ๊กตาในเรื่อง ใครเป็นผู้ฟ้อง ใครเป็นผู้รับผิดบ้าง จะรับผิดตามกฎหมายหรือรับผิดตามสัญญาต้องระบุให้ชัดเจน ใครมีสภาพเป็นผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถ แม้กระทั่งผู้เสมือนไร้ความสามารถ”

นอกจากจะมีข้อสอบแบบให้เขียนบรรยายแล้วนั้น ยังมีส่วนที่เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ ก ข ค ง ซึ่งจะออกในเนื้อหาของกฎหมายโดยทั่วไป แต่เน้นย้ำในเรื่องของการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์กับสถานการณ์จริงให้มาก อ่านให้ออก ว่าใครผิด ควรฟ้องใคร ฟ้องแล้วจะมีผลอะไรบ้าง

2-2-1

สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบอยู่นั้น ก็ควรจะหาข้อสอบเก่ามาทดลองทำเพื่อเป็นการหาแนวทางในการวางแผนทำข้อสอบไว้ วางแผนว่าตัวเองเหมาะกับการทำแบบไหนก่อน ทำแบบไหนได้เร็วกว่ากันเพื่อเป็นการบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม “ลุงหนวดมีเทคนิคที่จะมาแนะนำมี 2 ข้อ ก็คือ

ข้อที่ 1 ก่อนสอบควรจะฝึกเขียนคำฟ้องและคำร้องต่างๆ ลงในสมุดบันทึกจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงท่องอย่างเดียว เพราะเพียงการท่องจำนั้น ไม่ช่วยให้เขียนคำฟ้องและคำร้องในการสอบได้ และประโยชน์อีกข้อหนึ่งคือเวลาเข้าสอบจริง เวลาจะเร่งเราทำให้รีบเขียน ทำให้มือล้า เขียนตัวหนังสืออกมาจนอ่านไม่ออก ดังนั้นเราควรจะฝึกเขียนคำฟ้อง คำร้องต่างๆ ทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งเคล็ดลับนี้มีประโยชน์ในการใช้สอบเนติบัณฑิตไทยได้อีกด้วย

ข้อที่ 2 ในวันสอบ อย่างแรกที่ต้องทำคืออ่านข้อสอบให้ครบทุกข้อ และควรจะทำในส่วนของเขียนคำร้องต่างๆให้เสร็จไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมากมาย เพื่อให้เหลือเวลาในการทำข้อสอบแบบเลือกตอบ ถึงแม้เวลาใกล้หมดแล้วก็ยังสามารถเลือกเดาวัดดวงกันไปได้ ซึ่งหากเว้นการเขียนบรรยายไว้ทำทีหลังและเกิดผิดพลาดไม่ทันขึ้นมาจะเสียดายคะแนนเหล่านั้นมาก”

3-2-1

สอบปากเปล่าในห้องเย็น

ขั้นตอนสุดท้าย ด่านสุดท้ายของการสอบก็คือการสอบ “ปากเปล่า” โดยจะมีเวลาให้ได้เตรียมตัวกันประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเรียกสอบแนะนำว่า ให้เตรียมตัวทั้งหลักศิลปะในการพูด ถึงแม้ว่าจะตื่นเต้นแค่ไหนก็ความทำใจให้สบายและใช้สติเป็นตัวนำ โดยแนะนำว่าให้ศึกษาและจำ 2 เรื่องนี้เป็นหลัก

  1. หลักการพิจารณาคดีทั้งคดีเพ่งและคดีอาญา (หากมีเวลาก็แนะนำขอเข้าไปนั่งสังเกตการใช้ศาล เพื่อศึกษาจากสถานการณ์จริงจะจำได้ขึ้นใจกว่าการอ่านและท่องจำ)
  2. การแก้ไขสถานการณ์ในกรณีพยานหรือจำเลยขาดนัด หลักการแก้คำฟ้อง การอุทธรณ์ ฎีกา และสิทธิของจำเลย ผู้ต้องหาว่ามีอะไรบ้าง

“คำแนะนำและแนวทางการสอบเหล่านี้เป็นเพียงคำแนะนำและการรวบรวมจากข้อสอบเก่าที่เคยออกผ่านมา” ทั้งนี้การสอบจะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่ความตั้งใจของตัวผู้สอบเองว่าจะใช้สามารถดึงเอาความรู้ที่เรียนมา มาปรับใช้กับสายอาชีพได้มากน้อยแค่ไหนกัน รวมไปถึงการควบคุมสติในการสอบนี้เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น แต่เมื่อสอบผ่านได้รับใบอนุญาตทนายความ มาแล้วนั้น “สิ่งที่ผู้เป็นทนายยึดถือก็คือจริยธรรมและคุณธรรมในการประกอบอาชีพด้านกฎหมายเพื่อคลี่คลายและช่วยเหลือ มิได้ใช่ไปเพื่อการกลั่นแกล้งและทุจริต” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในวิชาชีพนี้

บทความหน้าลุงหนวดจะมาเล่าเรื่องวิธีและเคล็ดลับการเรียนเนติบัณฑิตอย่างไรให้จบเร็วๆ ติดตามกันนะครับ