การทำพินัยกรรมและการรับมรดกของทายาท

ทรัพย์สมบัตินั้นเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้ แต่อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายกับคนที่อยู่ข้างหลังได้ ยิ่งหากผู้ตายเป็นคนที่มีทรัพย์สมบัติ หรือ มรดกมากมายเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเพิ่มความวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันเงินทองทรัพย์สินใครๆ ก็อยากได้ ฉะนั้นหากไม่อยากวุ่นวายก่อนตายก็ทำพินัยกรรมแจกแจงเอาไว้เลย ว่าจะให้อะไรลูกหลานคนไหนบ้าง เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งแย่งกันทีหลัง ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ที่ว่าด้วยเรื่องของการทำพินัยกรรมและการรับมรดกเอาไว้มาแบ่งปันกัน จะได้ทำความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ว่าเราควรจะจัดการกับทรัพย์สินของเรายังไงก่อนตาย ลูกหลานคนอยู่ข้างหลังจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกันอีก

เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวิต ทรัพย์สินทุกอย่างถือว่าเป็นมรดก ที่จะตกทอดไปสู่ลูกหลาน หรือญาติสนิทที่เรียกว่า ทายาท แต่จะมีข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับสิทธิ์บางอย่างที่จะสิ้นสุดลงเมื่อตายไป โดยกฎหมายได้บอกเอาไว้ว่า ทายาทโดยชอบธรรมหรือผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดก จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอยู่ คือ ทายาทโดยชอบธรรม ที่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ที่มีความผูกพันกับผู้ตาย เช่น คู่สมรส บุตร และญาติ ที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ตามมาตรา 1629 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดังดังนี้
– ผู้สืบสันดาน หมายถึงบุตร หากเป็นบุตรนอกกฎหมายต้องได้รับการรับรองจากบิดาโดยการเซ็นรับรองบุตร และบุตรบุญธรรม
– บิดา มารดา
– พี่น้องที่มีบิดามารดารร่วมกัน
– พี่น้องที่มีแค่บิดาหรือมารดาร่วมดัน
– ปู่ ย่า ตา ยาย
– ลุง ป้า น้า อา
ผู้รับพินัยกรรม ยังหมายถึง ผู้ที่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมที่เจ้าของมรดกตั้งใจยกทรัพย์สินให้ ซึ่งตรงส่วนนี้จะเป็นความประสงค์ของผู้ตาย ที่อยากมอบหรือไม่มอบมรดกให้ใคร หรือให้จำนวนเท่าไหร่ ก็สามารถระบุเอาไว้ได้ แม้จะมอบมรดกให้คนอื่นที่ไม่ใช้ญาติก็สามารถทำได้ และกรณีที่เป็นญาติหรือผู้สืบสันดาน หากผู้ตายไม่ต้องการยกมรดกและทรัพย์สินให้ ก็สามารถระบุเอาไว้ได้ในพินัยกรรม โดยผู้รับมรดกในพินัยกรรมอาจจะเป็นใครก็ได้ รวมทั้งวัด มูลนิธิหรือโรงพยาบาล หากผู้ตายต้องการให้เป็นการบริจาค ซึ่งในการทำพินัยกรรมนั้นเราก็มีความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับพินัยกรรมที่จะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีวิธีในการทำ อยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ แบบธรรมดา เป็นหนังสือพินัยกรรมที่ลงวันที่ เดือน ปี ที่ได้ทำเอาไว้และจะต้องมีพยานร่วมด้วย 2 คน แล้วลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม ถ้าเขียนไม่ได้ก็ต้องประทับลายนิ้วมือกันเป็นหลักฐาน พินัยกรรมแบบที่สอง คือแบบเขียนเอง ผู้เขียนต้องเขียนด้วยลายมือของตัวเองทั้งฉบับแล้วลงลายมือชื่อกำกับเอาไว้ รวมทั้ง วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมด้วย และแบบที่สาม พินัยกรรมที่เจ้าทรัพย์ไปทำที่อำเภอ โดยต้องไปทำกับนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต โดยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานพร้อมพยานอีก 2 คนด้วย
เอาล่ะมาถึงตรงนี้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เรื่อง การรับมรดกและการทำพินัยกรรมนี้ คงพอจะให้ความกระจ่างได้บ้างว่าการจะให้ทรัพย์สินหรือมรดกกับทายาทนั้นมีวิธีการทำอย่างไรได้บ้าง แต่ในการทำพินัยกรรมทุกแบบนั้น ผู้ทำสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลาตามความต้องการ และพินัยกรรมจะมีผลในการบังคับใช้ก็ต่อเมื่อ ผู้ทำพินัยกรรมได้เสียชีวิตลงไปแล้วเท่านั้นนะคะ