ความสำเร็จบนเส้นทางสายกฎหมาย ความสำเร็จกับ“การสอบเนติบัณฑิต” ภาค 1
(จุดเริ่มต้นของความฝัน เนติบัณฑิต) 

เชื่อเหลือเกินว่าอาชีพอย่าง “ผู้พิพากษา” คือเป้าหมายเป็นดั่งอาชีพในฝันของใครหลายคนที่อยากจะทำงานเดินทางสายกฎหมาย แต่ใช่ว่าเส้นทางนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในเมื่อเป้าหมายอยู่ที่สูง จึงจำเป็นจะต้องพยายามให้ได้ถึงเป้าหมาย โดยการจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะหรือสาขานิติศาสตร์ ก็ยังไม่เพียงพอต่อคุณสมบัติในการสมัครสอบตำแหน่งนี้เหล่านี้

สำหรับคนที่สำเร็จการจบการศึกษาในคณะหรือสาขานิติศาสตร์ โดยมากแล้วเป้าหมายของการทำงานก็คงจะหนีไม่พ้นด้านกฎหมาย หรืองานในหน่วยงานราชการเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ทหาร หรือนิติกร ซึ่งอาชีพเหล่านี้จะสามารถเติมเต็มความฝันความของใครหลายๆคนได้ ซึ่งการจะเดินทางให้บรรลุเป้าหมายนี้ การเรียนจบรับปริญญา การสอบใบอนุญาตการให้เป็นทนาย (ใบอนุญาตทนายความ) ก็ยังไม่เพียงพอ และการสอบที่กำลังจะพูดถึงต่อจากนี้ก็คือ “ การสอบเนติบัณฑิต ”

สอบเนติบัณฑิต

อะไรคือเนติบัณฑิต ?

สำหรับคนที่ศึกษาด้านกฎหมาย และเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานสายนี้ “เนติบัณฑิต” คือตัวแปรสำคัญที่จะไปสู่จุดนั้นได้ โดยเนติบัณฑิตก็คือ การศึกษาเพิ่มเติมความรู้ในด้านกฎหมายซึ่งมีระดับที่สูงและเรียนรายละเอียดลึกมากกว่าในระดับปริญญาตรี เป็นคนละอย่างกับวุฒิการศึกษาของปริญญาโทได้ (แต่จากเป็นการศึกษาคนละแนวทาง และมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่แตกต่างกัน) โดยทั่วไปหลักสูตรมีเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าหลักสูตรที่ชี้เฉพาะด้าน และต้องคัดกรองคนที่มีความสามารถเหมาะที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจึงมีระดับความยากเอาเสียมากๆ ทำให้บางคนอาจจะต้องเรียนถึง 5 ปี 10 ปีกันเสียด้วยซ้ำ ถึงจะจบ

เรียนเนติบัณฑิต สอบเนติบัณฑิต สอบผ่านไปแล้วจะได้อะไร ?

จากตัวอย่างและวัตถุประสงค์ที่ได้กล่าวไปในช่วงแรกนั้น ถือว่าครอบคลุมเป้าหมายของการเรียนและการสอบเนติบัณฑิตเลยทีเดียว หรืออีกนัยหนึ่งจะเรียกใบประกาศของเนติบัณฑิตว่าเป็นใบผ่านทางในการสอบอัยการ หรือผู้พิพากษาก็ได้เช่นกัน ส่วนสำหรับหน่วยงานราชการอื่นๆเช่น ตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่ทนายในบริษัทเอกชนใบประกาศนี้ยังสามารถนำไปเพิ่มเงินเดือนได้ไม่แพ้วุฒิปริญญาโท

สำหรับผู้ที่จะมีสิทธิที่จะสมัครเข้าเป็นนักศึกษาเนติบัณฑิต

  1. จะต้องเป็นผู้ที่สอบไล่ได้ปริญญาตรีทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยรามคำแหงขึ้นไป
  2. หรือจะต้องเป็นผู้ที่ได้ศึกษาวิชานิติศาสตร์ในสถาบันอื่นในหรือนอกประเทศไทยและสอบไล่ได้ตามมาตรฐานซึ่งคณะกรรมการอำนวยการอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเทียบให้ไม่ต่ำกว่าวิทยาฐานะดังกล่าวในข้อ1

“นั่นหมายถึงว่า ผู้ที่มีเป้าหมายที่จะสอบเนติบัณฑิตนั้นจะต้อง เลือกสถาบันการศึกษาในด้านนิติศาสตร์ ภายใต้การรองรับและได้มาตรฐานตามซึ่งคณะกรรมการอำนวยการอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภากำหนดเอาไว้ตั้งแต่ในระดับปริญญาตรี”

2-1

โดยผู้สมัครจะต้องเตรียมหลักฐานในการสมัครไว้ดังนี้

  1. ค่าธรรมเนียมในการสมัครสำหรับนักศึกษาประเภทภาคีสมาชิก2,100 บาท และนักศึกษาประเภทวิสามัญสมาชิก 2,050 บาท (รวมไปถึงนักศึกษาเก่าที่ไม่ได้ชำระค่าศึกษาเล่าเรียนเกินไปกว่า 2 ปี ซึ่งจะต้องสมัครเป็นนักศึกษาสำหรับภาคเรียนใหม่ และชำระค่าปรับเพิ่ม 1,050 บาท)
  2. เตรียมใบสมัครให้พร้อม (โดยสามารถขอรับได้ที่แผนกทะเบียนนักศึกษา) โดยให้พิมพ์ใบสมัครลงในกระดาษขนาดA4 ลงทั้งสองหน้ากระดาษ
  3. เตรียมรูปถ่ายสำหรับสมัครขนาด1×1 นิ้ว หน้าตรงจำนวน 2 รูป โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะต้องแต่งกายในชุดสุภาพ ทั้งนี้สามารถแต่งกายในเครื่องแบบเครื่องแบบข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือชุดครุยทนายความ โดยอายุรูปถ่ายจะต้องไม่เกิน 6 เดือนเช่นเดียวกัน
  4.  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรข้าราชการ หรือ สำเนาบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวน2 ชุด
    (หากกรณีมีการเปลี่ยนแปลงชื่อสกุล โดยมีผลให้ไม่ตรงกันในหลักฐานส่วนอื่นๆ จะต้องนำเอกสารการเปลี่ยนแปลงชื่อสกุลมาแสดงด้วยเช่นกัน)
  5. ที่สำคัญก็คือหลักฐานทางการศึกษา ให้นำปริญญาบัตรระดับปริญญาตรีคณะหรือสาขาวิชานิติศาสตร์ในจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหงและสถาบันอื่นในหรือนอกประเทศไทยและสอบไล่ได้ตามมาตรฐานซึ่งคณะกรรมการอำนวยการอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
  6. สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารอื่นเพิ่มเติมเช่น ใบทะเบียนสมรส (เป็นอันให้มีผลต้องเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ หรือ ใบแต่งตั้งยศทางราชการ)

มีหลายคนที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าหลังเรียนจบปริญญาตรีแล้วจะเรียนต่อเนติบัณฑิต หรือจะเลือกเรียนปริญญาโทดี ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “เนติบัณฑิตเป็นการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี โดยเนติบัณฑิตจะถือว่าเป็นประกาศนียบัตรเพื่อประกอบวิชาชีพขั้นสูงทางกฎหมาย” ส่วนการศึกษาระดับปริญญาโทนั้นจะเพื่อประโยชน์การทำงาน หรือการศึกษาความรู้ในแง่วิชาการและการประกอบอาชีพในสายๆนั้นเป็นหลัก

มีหลายคนหลายกลุ่มที่มักอ้างเหตุผลและเสียดสีคนที่เรียนกฎหมายแต่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิตว่า ไม่มีความรู้ความสามรถด้านกฎหมายอย่างแท้จริงและไม่สามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ แต่ตามหลักความเป็นจริงแล้วตัวผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีเองนั้น จะก้าวหน้าหรือไม่นั้นจะต้องตอบให้ได้เสียก่อนว่า เป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองนั้นต้องการจะเดินทางไปยังจุดไหน ถ้าหากว่าต้องการที่นำความรู้ด้านกฎหมายไปปรับใช้กับธุรกิจส่วนตัว หรือการเป็นนักวิชาการ การศึกษาในระดับปริญญาโทย่อมมีความสำคัญมากกว่าเนติบัณฑิต แต่หากจุดหมายจะดิ่งตรงไปยังการประกอบอาชีพข้าราชการ หรือนักกฎหมายเต็มตัวก็ควรจะเลือกเรียนและสำเร็จเนติบัณฑิตเสียก่อน พราะว่าเนติบัณฑิตส่วนมากจะเป็นการเรียนจากท่านอาจารย์ที่เป็นผู้พิพากษา และอัยการ ที่ผ่านการทำงานในด้านกฎหมายมาอย่างแท้จริง  จึงทำให้การสอนเป็นการสอนในเพื่อใช้ในการปฎิบัติงานทางด้านกฎหมาย