ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจคือ การซื้อหรือการเช่าอย่างไหนดีกว่ากัน บทความนี้อยากจะบอกว่าทั้งการซื้อและการเช่าล้วนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้น ในวันนี้เราจึงมาสรุปให้ฟังอย่างง่ายๆสั้นๆกะทันรัด ได้ใจความ ดังต่อไปนี้ครับ

ข้อดีของการซื้อ

  1. มีกรรมสิทธิ์ในร้านของกิจการโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องพะวงกับการหมดอายุสัญญาเช่า
  2. สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการตกแต่งร้านตามใจชอบ และคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการไม่ต้องห่วงว่าลงทุนไปแล้ว ผู้ให้เช้าไม่ต่อสัญญา ซึ่งจะทำให้การลงทุนสูญเปล่า เพราะผู้เช่าไม่สามารรื้อถอนออกมาได้
  3. ถ้าทำเลนั้นเจริญขึ้นในอนาคตจะเท่ากับว่า สินทรัพย์ของกิจการมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะมาช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่กิจการมากขึ้น
  4. ค่าเสื่อมราคาอาคารสามารถเป็นค่าใช้จ่ายใช้หักภาษีได้ ทำให้กิจการเสียภาษีน้อยลง
  5. ร้านและที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้ยืมได้

ข้อเสียของการซื้อ

  1. ต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก อาจทำให้มีผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการและเงินจำนวนมากจมอยู่กับสินทรัพย์ถาวรที่คืนทุนช้า
  2. ถ้าทำเลนั้นไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้ หรือเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ในระยะยาม การซื้อจะทำการโยกย้ายยากกว่าการเช่า
  3. มีความเสี่ยงสูงกว่าการเช่า

ข้อดีของการเช่า

  1. ลงทุนไม่มากนักในการเริ่มต้นธุรกิจ เพียงแค่วางเงินมัดจำจำนวนหนึ่งและจ่ายค่าเช่ารายเดือนในแต่ละเดือนเป็นงวดๆ
  2. ถ้าทำเลที่ตั้งนั้นเกิดปัญหาในระยะยาว ธุรกิจสามารถโยกย้ายได้ง่ายกว่าเมื่อซื้อเป็นกรรมสิทธิ์
  3. ผู้เช่าไม่ต้องรับผิดชอบการเสื่อมค่าลงของอาคาร

ข้อเสียของการเช่า

  1. ถ้าผู้ให้เช่าไม่ยินยอมให้ต่ออายุสัญญา ธุรกิจจะต้องโยกย้ายทำเลที่ตั้งและสูญเสียประโยชน์จากการปรับปรุงตกแต่งสถานที่ที่ลงทุนไว้
  2. การเปลี่ยนแปลงต่อเติมสถานที่ ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ให้เช่า ผู้เช่ามาสมารถทำได้เองโดยอิสระ
  3. การเจรจาต่อรองเงื่อนไขต่างๆ ในการเช่าต้องทำอย่างรอบคอบและรัดกุมเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้เช่าที่ไม่ระมัดระวังหรือไม่มีความรู้ด้านสัญญาเพียงพอมักจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ

 

ข้อระวังในการเช่าร้านหรือสถานที่ประกอบธุรกิจ

  1. ผู้ประกอบการควรทำการเจราจาต่อรองกับผู้ให้เช่าสถานที่อย่างรอบคอบในด้านค่าเช่า ,การทำประโยชน์ในสถานที่ ,ข้อห้ามในการใช้สถานที่ ฯลฯ ก่อนตกลงเซ็นสัญญา การเปลี่ยนแปลงหลังเซ็นสัญญาแล้วทำยากมาก ยกเว้นผู้ให้เช่ายินยอมด้วย ซึ่งผู้ให้เช่ามักสงวนสิทธิ์ปฏิบัติตามสัญญา
  2. การระบุถึงการปรับค่าเช่าในอนาคต ควรมีขอบเขตกำหนดไว้อย่างชัดเจนเป็นตัวเลข เช่น การปรับค่าเช่าแต่ละครั้งจะทำทุก 5  ปี โดยปรับได้ไม่เกิน 10 % ของค่าเช่าเดิม
  3. ในบางครั้งธุรกิจของผู้เช่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและต้องปิดตัวเองลงไป ณ สถานที่นั้นก่อนเวลาตามสัญญา ผู้เช่าอาจต้องจ่ายค่าเช่าต่อหรือได้จ่ายค่าเช่าไปแล้ว ดังนั้นผู้เช่าควรหาทางออกเผื่อเรื่องนี้ ในการปล่อยเช่าต่อ หรือการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด
  4. การปรับปรุงสถานที่ ไม่ควรทุ่มเทเงินทุนมากเกินความจำเป็น เพราะเมื่อเลิกสัญญาเช่า ผู้เช่าไม่สามารถรื้อถอนการตกแต่งนั้นคืนมาได้
  5. หากผู้เช่าไม่เก่งเรื่องสัญญาเช่า ก็ควรปรึกษานักกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าสัญญานั้นเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและมีเนื้อหาครอบคลุมกรณีต่างๆ ได้ครบถ้วน เช่น การบำรุงรักษา การเกิดอัคคีภัยหรือภัยธรรมชาติ ฯลฯ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ไม่ยากเกินไปที่จะเข้าใจกันใช่มั้ย  ดังนั้น หากใครกำลังหาที่ทำเลดีๆและสงสัยว่าจะเช่าหรือซื้อดี ก็สามารถนำไปเป็นหลักเกณฑ์การพิจารณากันได้เลยครับ