งานผู้จัดการมรดกและพินัยกรรม

                ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮาส์ ซีเอ็ม สำนักงานของเรามีบริการงานคดีเกี่ยวกับมรดกทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ มีบริการยื่นคำร้องแต่งตั้ง ผู้จัดการมรดก ยื่นคำร้องคัดค้านการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เป็นตัวกลางการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างทายาทโดยธรรม โดยยึดหลักประนีประนอมเนื่องจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเป็นญาติพี่น้องกัน ทั้งนั้นทางสำนักงานมีประสบการณ์ในการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้สามารถตกลงกัน และไม่สูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างกัน

วิธีการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง

  • นำคำร้องพร้อมทั้งเอกสารเอกสารแนบท้ายคำร้อง (เอกสารที่ต้องเตรียมที่กล่าวไปแล้วข้างต้น)ไปยื่นที่ห้องรับฟ้องแพ่ง ของศาลจังหวัด โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการ “ยื่นคำร้องขอจัดการมรดก”
  • โดยเราจะต้องเตรียมคำร้องพร้อมเอกสาร จำนวน 3 ชุด คือ ตัวจริงส่งศาล 1 ชุด สำเนาติดสำนวนคดีศาล 1 ชุด และสำเนานำกลับ 1 ชุด
  • เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจคำร้องว่าครบองค์ประกอบหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจเอกสารแนบท้ายคำร้อง
  • โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจดูว่า เจ้ามรดกมีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านหรือไม่ เสียชีวิตที่ไหน และจะสอบถามว่ามีหนังสือยินยอมทายาทหรือไม่
  • เจ้าหน้าที่จะทำการคิดค่าใช้จ่าย คำร้องละ 200 บาท (กรณีเจ้ามรดกมี 2 คน มรดก 2 กอง จ่ายเพิ่มอีก 200 บาท)
  • ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ 500 บาท และค่านำส่งหมายไปยังที่ว่าการอำเภอที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตามอัตราค่านำหมาย
  • เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ลงวันนัดไต่สวนคำร้อง ว่าเรามีความประสงค์ให้ลงวันนัดเป็นวันปกติหรือเป็นไนท์คอร์ท
  • ลงวันนัด และลงลายมือชื่อ ทราบคำสั่งและทราบวันนัด
  • กรณี ไม่มีหนังสือยินยอมทายาท ศาลจะส่งสำเนาคำร้องพร้อมหมายนัดไต่สวนคำร้องไปให้ ทายาทรับทราบ ให้มาคัดค้านหรือไม่คัดค้าน หรือจะเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันกับผู้ร้อง (โดยต้องทำเป็นคำแถลงและจ่ายค่านำหมาย)

สิ่งที่ต้องทราบ

  • สาเหตุการตายเจ้ามรดก
  • เมื่อตาย มีลูกทั้งหมดกี่คน มีคู่สมรส(จดทะเบียน)หรือไม่ บิดามารดายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือไม่
  • ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่
  • ขณะตาย ผู้ตายมีทรัพย์สินใดบ้าง
  • ขณะตาย ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด

เอกสารที่ต้องนำมายื่นในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก

  • สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตาย(ขณะตาย)  และทะเบียนบ้านของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และ ของผู้จัดการมรดก
  • สำเนาใบมรณะบัตรของผู้ตาย
  • สำเนาใบมรณะบัตรของบิดามารดา  กรณีบิดามารดาของผู้ตาย (เจ้ามรดก) ถึงแก่ความตายก่อนแล้ว
  • สำเนาทะเบียนสมรสของผู้ตาย
  • สำเนาทะเบียนการหย่าของผู้ตาย (ถ้าหย่าแล้ว)
  • สำเนาใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัว  ชื่อสกุล  ของทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย (ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อ)
  • สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ  บัตรประจำตัวประชาชน  ของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และ ของผู้จัดการมรดก
  • สำเนาเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย  เช่น  โฉนดที่ดิน  และสัญญาจำนอง  ทะเบียนรถจักรยานยนต์  ทะเบียนรถยนต์  อาวุธปืน  สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร  ใบหุ้น  และอื่นๆ  เป็นต้น
  • สำเนา บัตรประจำตัวประชาชน  และ สำเนาทะเบียนบ้านของทายาท ( ลูกเจ้ามรดกทุกคน , บิดามารดาเจ้ามรดก(ที่มีชีวิตอยู่) , คู่สมรสเจ้ามรดก (ถ้ายังไม่หย่า) )
  • หนังสือยินยอมของทายาท (ในกรณีที่มีทายาท)

 

                โดยทางสำนักงานยังรับงานร่างพินัยกรรมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ   และด้านว่าความและแก้ต่างคดีให้แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้ได้รับความ ยุติธรรมทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย โดยเป็นที่ปรึกษากฎหมายของนักธุรกิจ เชี่ยวชาญด้านการร่างสัญญา งานจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์  งานวีซ่า งานรับรองเอกสาร (Notary Public) งานจดทะเบียนแก้ไขห้างหุ้นส่วนบริษัท ร้านค้า  และวางแผนระบบธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย

                โดยสำนักงานของเรา มีเป้าหมายในการทำงานที่มุ่งต่อความต้องการสูงสุดของผู้รับบริการ โดยตั้งอยู่ความถูกต้องและความยุติธรรม โดยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางกฎหมาย ด้วยความซื่อสัตย์ตามหลักจริยธรรมวิชาชีพนักกฎหมาย และรักษาความลับของลูกค้าเป็นสำคัญยิ่ง

ผู้จัดการมรดก

เนื่องจากในกองมรดกหนึ่งๆนั้นมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากหรือมีทายาทหลายคนที่อาจมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดก หรือมีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นด้วย หรือมีทรัพย์สินในกองมรดกบางส่วนต้องมีการดำเนินการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของกรรมสิทธิ์ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ หรือเงินฝากในธนาคาร เป็นต้น ซึ่งในทางปฏิบัติธนาคารจะไม่ยอมให้ถอนเงินนั้น จนกว่าศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกให้แล้วเสร็จก่อน

เหตุที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก

  1. เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไปหรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
  2. เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการหรือมีเหตุขัดขวางในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก
  3. ข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด

ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้วนับแต่นั้นทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดก และผู้จัดการมรดกเท่านั้นที่สามารถกระทำนิติกรรมใดๆกับบุคคลภายนอกได้ โดยผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ผู้จัดการมรดกและต้องทำรายงานการแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน ๑ ปี

ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ทำตามคำสั่งแห่งพินัยกรรม จัดการมรดกทั่วไปและแบ่งปันทรัพย์มรดก ทั้งยังต้องรับผิดต่อทายาทอีกด้วย ผู้จัดการมรดกย่อมเป็นตัวแทนของทายาททั้งปวง ทายาทไม่จำต้องครอบครองมรดก เพราะผู้จัดการมรดกครอบครองแทนอยู่แล้ว และผู้จัดการมรดกจะอ้างอายุความใดๆมาตัดฟ้องมิให้ทายาทฟ้องขอแบ่งมรดก ซึ่งตนครอบครองแทนไว้ไม่ได้

ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมเริ่มตั้งแต่แสดงเจตนารับเป็นผู้จัดการมรดก โดยอาจตอบสนองด้วยการแสดงเจตนารับไปยังทายาทหรือกระทำอย่างอื่นเป็นปริยายว่าได้รับหน้าที่นั้นแล้ว เช่น ลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก เป็นต้น แต่การสนองรับนี้ต้องทำนับแต่เวลาที่พินัยกรรมมีผลบังคับ และภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย แต่ต้องเป็นเวลาภายหลังที่เจ้ามรดกตายแล้ว ๑๕ วัน

หน้าที่ของผู้จัดการมรดก

  1. หน้าที่ของผู้จัดการมรดก เริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว หรือเริ่มนับตั้งแต่วันที่รู้ถึงการแต่งตั้งตามพินัยกรรมที่มอบหมายไว้แก่ตน
  1. ผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการด้วยตนเอง เว้นแต่จะทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาลหรือโดยพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก
  1. ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตาย หากผู้ตายได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะไว้ แต่ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง
  1. ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใดๆซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกไม่ได้เว้นแต่พินัยกรรมอนุญาตไว้หรือได้รับอนุญาตจากศาล
  1. สืบหาตัวผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกต้องสืบหาโดยสมควรซึ่งตัวผู้มีส่วนได้เสียและแจ้งไปให้ทราบถึงข้อกำหนดพินัยกรรมที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นภายในเวลาอันสมควร
  1. รวบรวมทรัพย์สินในกองมรดกก่อนมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อไป
  1. เรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้วผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก
  1. ทำบัญชีทรัพย์มรดก ในการทำบัญชีทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกนั้น ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์ภายใน ๑๕ วัน หากไม่ดำเนินการ ศาลมีอำนาจถอนผู้จัดการมรดกได้ และเมื่อผู้จัดการมรดกได้ลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน ๑๕ วันแล้ว ผู้จัดการมรดกจะต้องจัดทำบัญชีทรัพย์ให้เสร็จภายใน ๑ เดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากผู้จัดการมรดกร้องขอก่อนสิ้นกำหนดเวลา ๑ เดือน ศาลจะอนุญาตให้ขยายต่อไปอีกก็ได้
  1. แถลงความเป็นไปในการจัดการทรัพย์มรดก เมื่อทายาทร้องขอหรือในเวลาซึ่งสมควรแก่เหตุ หรือศาลอาจสั่งให้ผู้จัดการมรดกแถลงถึงความเป็นอยู่ของทรัพย์สินในกองมรดกได้ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อทายาท หรือพนักงานอัยการร้องขอ
  1. ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรมหรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดให้ไว้

ความรับผิดเมื่อเจ้ามรดกยักยอกทรัพย์

ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานยักยอกทรัพย์

มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๕๓ ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๕๔ ถ้าการกระทำความผิดตามมารตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓ ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับมาตรา ๓๕๖ ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้

ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานยักยอกทรัพย์

มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ ด้วย เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๕๓ ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้ นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๕๔ ถ้าการกระทำความผิดตามมารตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓ ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่ง ของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับมาตรา ๓๕๖ ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้