เมื่อไรก็ตามที่คุณสนใจในธุรกิจใดๆแล้ว ควรที่จะหาข้อมูลในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นมาให้มากที่สุด โดยเราจะแนะนำแนวทางการรวบรวมดังนี้ครับ

ทนายความ

  1. การแข่งขันในธุรกิจ

ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจใดๆต้องดูให้รอบคอบก่อนว่าธุรกิจที่เราจะทำนั้นมีใครเป็นรายใหญ่ มีใครผูกขาดมั้ย มีคู่แข่งกี่ราย มีการตัดราคาขายกันในตอนนี้หรือไม่ เช่น ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต หากสังเกตกันจะมีการลดราคาชั่วโมงเน็ตจาก 30 บาท เหลือ 10 บาทในปัจจุบันแสดงว่าแข่งขันกันสูงมากหรือธุรกิจขายส่งน้ำแข็งหรือน้ำขวด แม้ว่าจะมีคนทำไม่เยอะแต่คนที่ทำล้วนเป็นพวกนักเลง หากเราเข้าไปทำธุรกิจแข่งด้วยอาจมีเรื่องได้ แต่ธุรกิจที่ผมทำคือขายเสื้อผ้า ในบางพื้นที่ลูกค้าน้อยก็ต้องแข่งกันลดราคา คนที่ทำอยู่ก็อยากปิดร้าน เซ้งร้านแบบนี้ก็อยู่ยากแต่บางพื้นที่คู่แข่งก็เยอะซึ่งก็ทำให้มีลูกค้าเยอะเช่นกัน เจ้าของร้านก็เริ่มขายดีขึ้นก็อยากจะขยายร้านซึ่งก็น่าสนใจดี

บางธุรกิจมีรายใหญ่คุมตลาดอยู่เพราะยิ่งใหญ่ยิ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเรา ดังนั้นหากธุรกิจใดที่มีการผลิตสินค้าที่คล้ายกันและมีการสู้กันด้วยราคา รายเล็กอาจจะสู้ไม่ได้ ก็ต้องหันไปทำอะไรที่ต่างจากเดิมหรือเน้นจุดสนใจไปยังด้านอื่นๆ เช่น ดีไซน์ สรุปก็คือควรพยายามเรียนรู้ว่าธุรกิจที่เราจะทำนั้นมีการแข่งขันกันมากหรือไม่ มีการตัดราคาหรือเปล่า และคนที่ทำอยู่นั้นได้กำไรมากน้อยแค่ไหน?

  1. การเติบโต

ธุรกิจบางอย่าง แม้ว่าการแข่งขันไม่สูง เช่น ร้านเช่าวีดีโอ (VCD, DVD)แต่แนวโน้มในอนาคตดูจะเติบโตน้อยลงเรื่อยๆแบบนี้ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ ธุรกิจบางอย่างแข่งขันสูง เช่น ขายอาหารแต่แนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นมากเพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารและชอบกินข้าวนอกบ้าน ถ้าเป็นแบบนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ

  1. อำนาจต่อรองผู้ซื้อ

ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ผู้ซื้อมักจะมีอำนาจในการต่อรองมาก เช่น ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการที่คล้ายๆกัน เช่น ร้านอินเทอร์เน็ต ร้านอัดรูป-ล้างรูป ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ลูกค้าก็จะเลือกซื้อกับร้านที่คิดว่าถูกที่สุด หากเขาต่อราคามาแล้วเราไม่ยอดลดราคาให้ เขาก็เดินออกไปซื้อร้านอื่นที่ยอมลดให้จะดีกว่า ธุรกิจแบบนี้ทำแล้วเหนื่อย หากเราไม่พัฒนาสินค้าของเราให้ดีกว่าคู่แข่งหรือสร้างความแตกต่าง เช่น บริการหลังการขาย ถ้ามัวแต่มาแข่งกันที่ราคาสุดท้ายก็จะลำบากกันหมด

บางธุรกิจลูกค้าจำเป็นต้องซื้อหรือใช้บริการกับเราเท่านั้น เช่น ร้านเราเป็นร้านเดียวที่ขายสินค้าชนิดนี้ในพื้นที่นี้เท่านั้น หากไม่ซื้อร้านเราก็ต้องไปซื้อร้านที่อยู่ไกลกว่านั้น หรือในด้านธุรกิจงานบริการ เช่น ร้านตัดผม ร้านสปา ร้านซักรีด ใครที่มีฝีมือดีกว่าก็สามารถอยู่ได้และลูกค้าก็จะไม่ต่อรองมากนัก

ดังนั้นหากทำธุรกิจที่คนทำมากแล้วมีลูกค้าน้อย เช่น การผลิตสินค้าเพื่อขายเฉพาะในห้างโลตัสหรือ Big 4  แม้ว่าจะมียอดขายมากแต่ลูกค้าก็จะต่อรองเรื่องส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น การจัดโปรโมชั่นต่างๆจนทำให้ผู้ผลิตอยู่ไม่ได้ SMEs หลายรายที่ขายของในห้างก็ต้องปิดตัวไป

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ ไม่ยากเกินไปที่จะพยายามสักตั้งใช่มั้ย นี่เป็นเพียงตอนแรกเท่านั้น ยังเหลืออีก 4 ข้อที่เราจะแนะนำให้กับท่านผู้อ่านกันซึ่งล้วนแล้วแต่สำคัญและเป็นทีเด็ดทั้งสิ้น ดังนั้น อย่าลืมติดตามกันในตอนหน้านะครับ