ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาใครว่ายาก ? 

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า “ ภาษีบุคคลธรรมดา ” คืออะไร ทำไมจะต้องยื่น ? เพราะนี่คือหน้าที่ของประชนชนคนไทยทุกคน (ที่เข้าตามเกณฑ์) ที่จะต้องร่วมกับรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของแผ่นดินไทย โดยที่ผู้ที่เข้าเกณฑ์ชำระ ภาษีบุคคลธรรมดา จะต้องยื่นเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป

ภาษีบุคคลธรรมดา

มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า คนที่มีเงินเดือนมากกว่า 240,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาทจะต้องยื่นเสียภาษีบุคคลธรรมดาจากรายได้นั้น  ซึ่งนี่เป็นเพียงขอบเขตของกำหนดแบบกว้างๆ ที่กรมสรรพากรระบุไว้เพียงเท่านั้น ยังมีภาษีบุคคลธรรมดารูปแบบพิเศษ ที่รายละเอียดปลีกย่อยอยู่ละเอียดพอสมควร

“สำหรับคนโสด มีเงินได้ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 30,000 บาทต่อปี หรือมีเฉพาะเงินเดือนตั้งแต่ 4,167 บาทขึ้นไป หรือตั้งแต่ 50,000 บาทต่อปี ในปีภาษีนั้น 

สำหรับคนมีคู่ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายมีเงินได้ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือนรวมกันเกิน 60,000 บาท หรือมีเฉพาะเงินเดือนเกิน 100,000 บาทในปีภาษีนั้น”

 การยื่นภาษีบุคคลธรรมดาใครว่ายาก ? ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกที่แสนจะสะดวกสบายเพิ่มขึ้นมานั้นก็คือ

  1.  การเข้าไปยื่นภาษีแบบออนไลน์ได้ที่ เว็บไซด์ของกรมสรรพากรโดยตรง (epit.rd.go.th)
  2. การเลือก ภ.ง.ด. 90/91 ยื่นด้วยตัวเอง (สำหรับคนที่มีรายได้คงที่ เงินเดือนและค่าครองชีพ ให้เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 แต่สำหรับคนที่มีรายได้หลายส่วนไม่คงที่ ให้เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90)
    Feel free to use this image, just link to www.SeniorLiving.Org

ทั้งนี้สองวิธีนี้สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ยากเลย แต่ส่วนที่หลายคนสับสนและมีปัญหามากที่สุดก็คือ “การยื่นเอกสารลดหย่อนภาษี ประกอบการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา” การลดหย่อนภาษีก็คือการลดอัตราการจ่ายภาษีลงไป ข้อจำกัดและสิทธิพิเศษมากมาย ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรที่ให้สิทธิพิเศษแก่ประชนชนคนไทยทุกคน แตกต่างกันไปในแต่ละภาคส่วน และเพื่อความรวมเร็วในการเตรียมเอกสารลดหย่อนภาษี ผู้เข้ายื่นจะต้องเตรียมเอกสารให้ชัดเจนดังนี้

  1. หนังสือรับรองเงินเดือน 
    เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารชี้แจงอัตราเงินเดือน และรายรับอื่นๆที่ได้รับจากนายจ้างในแต่ละเดือน ซึ่งจะระบุรายละเอียดของรายรับไว้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยอดสุทธิของเงินเดือน ในแต่ละเดือนมีการหักค่าอะไรบ้าง ส่วนที่หักนำไปใส่ไว้ในส่วนใดบ้าง
  2.  หนังสือรับรองเบี้ยประกันชีวิต
    การทำประกันชีวิตสามารถเอาเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้จริง ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งสูงสุดมากถึง 15 เปอร์เซ็นของยอดเบี้ยเงินประกันกันเลยทีเดียว รวมไปถึงหนังสือจากการสะสมเงินเข้ากองทุนต่างๆ ที่มีการรองรับจากภาครัฐอย่างชัดเจน เช่น เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินสะสมเข้ากองทุนครูเอกชน เป็นต้น
  3.  หนังสือรับรองการเลี้ยงดูบุตรและบิดา มารดา
    สำหรับแต่ละคนที่จะต้องมีหน้าที่ในการเลือกดูบุตรหลาน และบิดามารดา (ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป) จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้มากถึงคนละ 30,000 บาท โดยสามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองชุดหนี้ได้ที่ (http://download.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/pit/ly03_201251.pdf)
  4. เอกสารชำระเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา
    โดยจัดเตรียมเอกสารจากบริษัทประกันออกให้เพื่อรับรองกรมธรรม์ของบิดา มารดา ตามยอดที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
  5. ทะเบียนสมรส
    เอกสารสำคัญเพื่อยื่นยืนยันสถานะว่าเป็นคนโสด หรือคนมีครอบครัว

 

    calculator 6.เอกสารรับรองบุตร (บุตรบุญธรรม) หรือสูติบัตรของบุตร

ในกรณีที่เกิดปัญหาขัดข้อง ทางกรมสรรพากรอาจจะขอเรียกตรวจเอกสารดังกล่าวเพื่อยืนยันว่ามีการขอลดหย่อนภาษีจากค่าเลี้ยงดูบุตรตามจริง และเป็นการยืนยันสถานะของบุตรอีกด้วย

7.หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ

โดยเอกสารจะแสดงถึงภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแลคนพิการ และสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้คนละ 60,000 บาท (คนพิการก็จะต้องมีบัตรคนพิการเพื่อยืนยันตัวตน คนทุพพลภาพก็จะต้องมีเอกสารรับรองจากแพทย์มาไม่ร้อยกว่า 180 วัน) โดยสามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองชุดหนี้ได้ที่ (http://download.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/pit/loryor04_110153.pdf)

8.ทั้งนี้มีเอกสารประกอบในกรณีพิเศษ ขอการนำนโยบายสนับสนุนการเศรษฐกิจของภาครัฐแก่การใช้สอยเงินของประชาชนดังต่อไปนี้ เอกสารรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), เอกสารรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF), ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย, ใบเสร็จรับเงินบริจาค และใบกำกับภาษีค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวในประเทศ

 โดยอ้างอิงจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2559 นั้น จะแสดงให้เห็นว่าสำหรับคนที่ได้รับยกเว้นในการชำระภาษีก็คือ บุคคลที่รายเดือนต่อปีไม่ถึง 150,000 บาท โดยประชาชนทั่วไปส่วนมากที่มีรายได้ 150,001 – 300,000 ต่อปี จะต้องชำระอัตราภาษี 5% ของรายได้ และสูงสุดที่อยู่ที่คนที่มีรายได้ต่อปี 4,000,000 บาทขึ้นไปจะต้องชำระภาษี 35% ของรายได้ จากตัวเลขที่แสดงให้เห็นนี้อัตราการชำระภาษีก็ปรับตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการหารายได้ของแต่ละคน ทั้งยัง อัตราภาษี ที่แสดงนี้ยังไม่ได้นับรวมกับการปรับลดหย่อนภาษีจากส่วนการใช้สอยต่างๆ

“อีกทั้งการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้นี้ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และมีโอกาสโดนกรมสรรพากรตรวจสอบและฟ้องร้องได้เช่นเดียวกัน และถึงแม้ว่าในแต่ละการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็จะมีการคิดภาษีเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามการเสียภาษีเงินได้ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพื่อการระดมเงินไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวไกลไปกว่าเดิม”