มีคนมากมายเข้าใจว่าหลักประกันที่ดีที่สุกในการขอกู้หนี้ คือที่ดิน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ โกดัง หรือเครื่องจักร ที่ผู้ที่ต้องการจะขอกู้หนี้ถือครองกรรมสิทธิ์ หรือเป็นเจ้าของ เพื่อนำไปจำนองหรือค้ำประกันเงินกู้ที่ได้จากการขอกู้หนี้

แต่จริงๆแล้วหลักประกันที่ดีที่สุดก็คือ “ สถานประกอบการ” หรือที่เรียกว่า “ แหล่งรายได้” ที่ผู้ต้องการขอกู้หนี้เป็นเจ้าของ เพราะสถานประกอบการนั้นเป็นแหล่งที่มาของรายได้ เป็นแหล่งที่มาของความสามารถในการชำระต้นและดอกเบี้ยเป็นงวดๆ หากสถาบันการเงินยินยอมปล่อยหนี้ให้กู้ โดยทั่วไปวงเงินที่ธนาคารให้จะอยู่ระหว่าง 80 – 95 % ของราคาประเมิน

การที่คุณมีหลักประกันโดยเฉพาะที่ดิน ทรัพย์สินที่เสื่อมคุณภาพเครื่องจักรบางประเภทที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีการเสื่อมราคา ก็ใช่ว่าจะสามารถใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้หนี้ หากหลักประกันเหล่านี้เข้าข่ายหลักประกันที่ด้อยมูลค่าโดยลูกหนี้ หรือผู้ขอกู้หนี้ไม่รู้ หรือทางกฎหมายและสถาบันการเงินไม่ถือว่าเป็นหลักประกัน เช่น ที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ อย่าง สค.1 ภบท.5 โฉนดหลังแดง

ที่สำคัญคือผู้ต้องการกู้หนี้ ลูกหนี้หลายๆ ท่าน รวมถึงผู้ที่เคยยื่นเรื่องขอกู้หนี้ โดยเฉพาะหลักประกันที่มีมูลค่าสูงกว่าวงเงินที่ต้องการของหนี้ แต่สถาบันการเงินกลับอนุมัติต่ำกว่าที่ยื่นการกู้ขอหนี้ไปมาก ยิ่งเป็นสถาบันการเงินที่แตกต่างกัน ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าให้วงเงินมากหรือน้อยต่างกันไป

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละสถาบันการเงินจะมีนโยบายในการให้หนี้ต่างกัน จึงให้วงเงินต่างกันตามแต่สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะพิจารณา มีหลักที่สำคัญคือ สถาบันการเงินไม่ได้พิจารณามูลค่าหลักประกันเพียงอย่างเดียว แต่จะดูภาระหนี้สินรวม และจำนวนเงินที่ผู้ขอจะสามารถผ่อนชำระจากรายได้เป็นหลัก หากมีรายได้ไม่เพียงพอหรือมีหนี้สินรวมสูงจะทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ สถาบันการเงินจึงพิจารณาอนุมัติเท่าที่ผู้ขอกู้หนี้ หรือลูกหนี้สามารถคืนหนี้ได้

ทั้งนี้ในบางกรณี แม้จะไม่มีหลักประกันแต่ผู้ขอกู้หนี้ หรือลูกหนี้บางคนสามารถขอหนี้ได้ นั่นก็เพราะคุณสมบัติของผู้ขอกู้หนี้ หรือลูกหนี้นั้น “ มีความสามารถในการผ่อนชำระสูงกว่ามาตรฐาน” ซึ่งจะแสดงออกมาตามประวัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประวัติการทำงานที่สร้างรายได้สูง มียอดหมุนเวียนบัญชี งบการเงินที่ดีมายาวนาน การพิจารณาความสามารถในการการผ่อนชำระของผู้ขอหนี้ขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้กู้เป็นหลัก ซึ่งสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้ความสามารถในการผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือนอยู่ที่ 40 % ของรายได้ต่อเดือนเท่านั้น เมื่อเห็นแบบนี้แล้วหลายๆท่านคงจะเข้าใจเรื่องดังกล่าวกันบ้างแล้ว บทความหน้าเราจะมีสาระดีๆเรื่องเงินๆทองๆอะไรมาให้ผู้อ่านกัน อย่าลืมติดตามกันนะครับ