มนุษย์เงินเดือนเช่นพวกเราทุกคน มักจะรอคอยช่วงเวลาสิ้นเดือน รอรับเงินเดือนที่ได้มาจากการตราตรำทำงานกันอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งเดือน แต่ก็มีหลายคนไม่น้อยที่ “สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ” เพราะหน้าที่ที่จะต้องแบกรับหนี้สิน จากบัตรเครดิตจำนวนมาก ยิ่งหลายใบ ยิ่งปวดหัว เพราะบางคนลำพังค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่อเดือนก็แทบจะไม่เพียงพอกับเงินเดือนที่ได้รับอยู่แล้ว “แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเองที่จะต้องใช้จ่าย ซื้อของที่ตัวเองต้องการ บัตรเครดิต จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นพอสมควร เมื่อมีภาระหนี้ ก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องปลดภาระหนี้กันต่อไป

เมื่อภาระหนี้สินเกิดขึ้น การปล่อยวางและการเมินเฉยต่อภาระหนี้สิน เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง “เพราะปัญหาจะยิ่งตามมายาวเป็นหางว่าว อย่างแน่นอน” แต่การวางแผนให้ตัวเองพ้นจากภาวะหนี้สินโดยเร็วที่สุดเท่านี้กำลังของตัวเองสามารถทำได้ ต่างหากคือสิ่งที่สมควรกระทำมากที่สุด

 บัตรเครดิต

3 วิธีพิชิตหนี้บัตรเครดิต ให้รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว

1.เริ่มต้นจากการวางแผนและสำรวจตัวเอง

นำบัตรเครดิตและใบแจ้งหนี้ทั้งหมดมากองไว้ตรงหน้า นำยอดหนี้สินที่โชว์ไว้ในใบแจ้งหนี้ มาคิดรวมกันทั้งหมดว่าทั้งหมดแล้วรวมกันเป็นเท่าไร และ “สำรวจตัวเองให้ชัดเจนว่าในแต่ละเดือนตัวคุณเองมีรายเดือนละเท่าไร มีภาระอะไรบ้างที่จะต้องรับผิดชอบ ในขั้นตอนนี้อาจจะทำให้หลายคนท้อแท้เมื่อเห็นยอดหนี้สินของตัวเองที่แท้จริง แต่วิธีการนี้แหละคือวิธีการที่ดีสุดในการรู้ยอดที่แท้จริงของหนี้ที่ตัวคุณจะต้องแบกรับอยู่

2.หยุดใช้บัตรเครดิตทุกใบ และมองหาช่องทางทำรายได้เพิ่ม

ปรับทัศนะคติของตัวเอง และพึ่งคิดไว้เสมอว่าตอนนี้ตัวเองมีภาระหนี้สินที่จะต้องแบกรับอยู่เท่าไร สามารถใช้เงินที่มีอยู่ได้มากแค่ไหน กำลังของตัวเองมีมากน้อยแค่ไหน “แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดมากไป เอาปัญหาเหล่านี้มาเป็นปมด้อย มาก่อนให้เกิดความเครียด เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำลายกำลังใจให้ตัวคุณหมดแรงสูงกับปัญหาที่มี”

เมื่อมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นมา ตัวคุณเองก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องหารายได้เพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมหนี้สินทั้งหมดที่มี โดยไม่กระทบค่าภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการมองหารายได้เพิ่มโดยไม่สร้างหนี้สินเพิ่ม คือทางออกที่ดีที่สุด ถึงแม้จะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเพียงเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าปล่อยให้หนี้สินพอกพูนโดยไม่ก่อเกิดรายได้เพิ่มขึ้นมา

สำรวจตัวเองให้ชัดเจนว่าแต่ละวันเรามีเวลาว่างช่วงไหนบ้าง ? และในเวลาว่างนั้นสามารถทำอะไรเพิ่มเติมบ้างโดยไม่กระทบงานหลักที่สร้างรายได้ประจำให้ในทุกเดือน ก่อนจะเลือกว่าตัวคุณเองมีความสามารถอะไรบ้างที่ทำได้ดีที่สุด และทำไปแล้วก็ต้องมีความสุขด้วยเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นก็เหมือนกับการพยายามฝืนทำไปเพียงเพราะต้องการรายได้เพิ่ม และในที่สุดก็หมดกำลังใจอย่างแน่นอน

2

   3.บัตรเครดิตใบไหนดอกเบี้ยแพงสุด รีบจัดการและเลิกใช้ไปซะ 

หลังจากรู้ยอดหนี้ทั้งหมดแล้ว ตัวคุณเองควรจะเลือกว่าบัตรเครดิตใบไหนมีอัตราดอกเบี้ยมากที่สุด นั้นหมายหนี้หนี้สินที่ตัวคุณจะต้องแบกรับเพิ่มโดยใช่เหตุ “โดยเฉพาะการจ่ายเฉพาะการผ่อนชำระขั้นต่ำ เพราะเหมือนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยในทุกเดือน โดยไม่ได้จ่ายเงินต้นแม้แต่น้อย”

ทางที่ดีที่สุดก็คือ เลือกบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงที่สุด และเลือกจัดการบัตรเครดิตใบนั้น ให้เร็วที่สุด โดยการจ่ายเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็อย่าลืมผ่อนชำระบัตรใบอื่นในอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำเพื่อให้เกิดวินัยในการผ่อนชำระ ไม่ให้เสียประวัติแก่ตัวคุณเอง

การการเร่งจัดการบัตรใบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงนี้ ไม่ได้หมายความถึงว่าให้กดเงินจากบัตรใบอื่น เพื่อกลบปิดหนี้ในบัตรใบหนี้ เพราะการกระทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาหนี้สิน แต่กลับเป็นการสร้างหนี้สินเพิ่มและเกิดปัญหาไม่จบไม่สิ้น ไม่แตกต่างกัน

 “ไม่ต้องตกใจหาก มีบางเดือนที่กำลังจ่ายไม่เพียงพอ จนเกิดการติดตามทวงหนี้ เพราะหนี้บัตรเครดิตไม่เหมือนหนี้นอกระบบที่การติดตามทวงหนี้ค่อนข้างจะหนักไปทางข่มขู่เสียมากกว่า สำหรับหนี้ในระบบจะมีขั้นตอนที่มีการรองรับด้วยกฎหมายอย่างถูกต้อง เจ้าหนี้บัตรเครดิตไม่มีสิทธ์ที่จะเดือนหน้าเข้ามายึดของภายในบ้านของคุณ หากไม่มีคำสั่งศาลมารองรับ (แต่สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สามารถทำได้เนื่องจากถือว่ายังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ครอบครองให้กับผู้ผ่อนชำระ)”

3

หากทุกอย่างเป็นไปได้ตามแพลนการที่คุณวางไว้ ไม่ว่าหนี้สินของคุณมากเพียงไหนไหน จะใช้เวลานานแค่ไหนคุณก็จะสามารถหลุดพ้นปัญหาที่แสนปวดหัวอันนี้ไปได้อย่างแน่นอน แต่สำหรับคนที่ผ่านพ้นปัญหานี้มาได้แล้ว ทางที่ดีที่สุดก็คือปรับเปลี่ยนและปรับปรุงนิสัยเดิมๆ ไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆขึ้นอีก มองดูว่ามีค่าใช้จ่ายไหนที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนเกิน โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชำระ หรือซื้อมาใช้ ก็ควรที่จะทำใจและวางทิ้งไปบ้าง หันมาฝึกนิสัยออมเงินกันให้มากขึ้นอย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีเงินออมสัก 5% ของรายรับ เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน รวมไปถึงการสร้างนิสัยใหม่ให้กับตัวเองเพื่อวินัยทางการเงินที่ดี และไม่ก่อให้เกิดปัญหากวนใจอีกต่อไป