40% คือตัวเลขประมาณของการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ฉะนั้นคำที่ว่า

“ธนาคารคือธุรกิจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ ถ้าคุณสามารถทดลองได้ว่าคุณไม่ได้ต้องการ” – Bob Hope

ไม่ใช่เรื่องที่เหลือเชื่อไปนัก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนักด้วยแล้ว สถาบันการเงินยิ่งกลัวหนี้เสียขึ้นสมองแต่ผู้ขอกู้ สามารถเพิ่มโอกาสการได้รับอนุมัติสินเชื่อได้ โดยการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านก่อนทำการสมัครขอกู้สินเชื่อทุกคราว วันนี้เราจะมาแนะนำ 9 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อทุกชนิด

  1. ลงสมัครขอทีละสถาบันการเงิน !

สถาบันการเงินจะรู้ว่า ช่วง 6 เดือนล่าสุด ผู้สมัครกู้ได้ทำการยื่นขอสมัครสินเชื่อไปกี่หน จากเครดิตบูโร ซึ่งถ้ามีการยื่นขอสมัครเป็นจำนวนมาก สถาบันการเงินจะพึงระวังในการพินิจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่ให้ เพราะถือว่าเป็นผู้กู้ที่มีความประสงค์สินเชื่อมากและมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นไม่ควรจะยื่นสมัครขอสินเชื่อเยอะๆ หลายๆที่ เพราะนั่นจะทำให้ท่านอาจถูกปฏิเสธทุกที่! ควรจะทำความเข้าใจหาข้อมูลและเลือกสมัครสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เหมาะสมกับคุณลักษณะเรามากที่สุดแล้วสมัครที่เดียวพอ นั่นจะทำให้เรามีโอกาสได้รับอนุมัติมากที่สุด การสมัครบัตรเดรบิตหรือเครดิตก็นับเป็นการสมัครสินเชื่อด้วยนะ เพราะฉะนั้นไม่ควรไปสมัครบัตรใหม่ก่อนสมัครสินเชื่อที่ประสงค์จริงๆล่ะ

  1. ต้องมีหนี้ !

อ่านถูกแล้วครับ หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมมีหนี้ แล้วจะช่วยให้อนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้นอย่างไร คืออย่างงี้ครับ ทุกครั้งที่เรามีหนี้ (ต้องหนี้ในระบบ) เช่น สินเชื่อบ้าน  , บัตรเครดิต , สินเชื่อส่วนบุคคล , สินเชื่อรถ , สินเชื่อรถจักรยานยนต์ ประวัติหนี้สินทุกสิ่งทุกอย่างทั้ง วงเงินอนุมัติ ประวัติการชำระหนี้ต่างๆ จะถูกส่งไปรวบรวมที่ เครดิตบูโร และสถาบันการเงินจะเรียกดูทุกคราวที่มีการขอสินเชื่อเพื่อใช้วิเคราะห์ประกอบการอนุมัติสินเชื่อ ฉะนั้นแล้วผู้ที่ไม่เคยมีประวัติบุคคลหนี้สินใดๆเลย สถาบันการเงินก็จะไม่เห็นประวัติบุคคลการชำระหนี้ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถประเมิน ความรับผิดชอบในการใช้หนี้ของผู้สมัครกู้ได้ และอาจจะไม่อนุมัติสินเชื่อจำนวนมาก เช่น สินเชื่อรถยนต์ , สินเชื่อบ้าน, หรือ สินเชื่อธุรกิจให้ได้ ฉันนั้นถ้ายังไม่มีสินเชื่อใดๆเลย เราควรจะมีและใช้บัตรเครดิตบ้าง เพื่อให้มีประวัติหนี้และประวัติการใช้หนี้ให้สถาบันการเงินได้เห็น ยิ่งเรามีประวัติหนี้ที่ยิ่งนานยิ่งเป็นผลประโยชน์ต่อการได้รับอนุมัติสินเชื่อ เพราะถือว่ามีประวัติบุคคลการชำระหนี้มายาวนานเป็นเครื่องพิสูจน์ความรับผิดชอบต่อหนี้ของผู้สมัครที่ดีนั่นเอง

  1. ชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา

มีหนี้แล้วก็ต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาด้วย ไม่งั้นจะกลายเป็นผลทำให้ไม่ผ่านอนุมัติได้ ถ้าหากผู้สมัครใช้หนี้ใช้สินล่าช้าเป็นบ่อยๆ ประวัติการชำระหนี้ทุกสินเชื่อจะถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลเครดิต ที่เครดิตบูโร และแสดงถึงความรับผิดชอบในการจ่ายหนี้ของผู้สมัคร ฉันนั้นการชำระหนี้สินทุกบัญชีให้ตรงเวลาย่อมส่งผมสำคัญให้สถาบันการเงินใช้พินิจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่ อย่างน้อยคือ ชำระหนี้ตามเวลาเป็นประจำอย่างน้อย 6 เดือนก่อนการสมัครสินเชื่อใหม่ จะดีที่สุด

  1. ปิดหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ให้หมดก่อน

เมื่อผู้กู้ค้างชำระจ่ายหนี้เป็นเวลาหลายงวด หรือ/และ ได้พูดคุยปรับโครงสร้างหนี้/ประนอมหนี้กับสถาบันการเงิน ข้อมูลนี้ก็จะถูกรายงานในเครดิตบูโร หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “ติดแบล็กลิสต์บูโร”นั่นเอง ทำให้เมื่อยื่นสมัครสินเชื่อใหม่ก็จะถูกไม่ยอมรับจากสถาบันการเงินทั้งหมด เพราะสถาบันการเงินเห็นประวัติบุคคลการปรับโครงสร้างหนี้อันนี้นี่เอง เพราะฉะนั้นผู้สมัครควรจะรีบปิดบัญชีที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ให้หมดเป็นอันดับต้นๆ เพื่อเปลี่ยนสถานะบัญชีให้กลับมาเป็น”ปิดบัญชี” ก่อนไปทำการลงสมัครสินเชื่อใหม่นะ สถาบันการเงินจะจะได้ไม่เห็นประวัติตรงนี้ไง

  1. ใช้บัตรเครดิต/ บัตรกดเงินสด/ โอดี ไม่เต็มวงเงิน

ผู้กู้ที่มีหนี้เกือบเต็มวงเงินในทุกบัญชีบัตรเครดิต/ บัตรกดเงินสด /โอดี จะถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีอุปสรรคชำระหนี้ในระยะสั้นที่สูง เพราะฉะนั้นสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะสองจิตสองใจที่จะอนุมัติสินเชื่อใหม่ให้ เพราะฉะนั้นต้องผู้สมัครควรทำการใช้หนี้ให้เหลือวงเงินไว้บ้างในบัญชีบัตรเครดิต/ บัตรกดเงินสด / โอดี ในช่วงที่ประสงค์ยื่นขอกู้สินเชื่อใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ว่าผู้สมัครไปขอวงเงินเพิ่มเติมหรือสมัครบัตร/บัญชีใหม่นะ เพราะมันจะเป็นผลลบมากกว่าผลบวกเพราะจะไปขัดกับข้อ 1 ที่ว่าจะมีประวัติขอสินเชื่อใหม่ในระยะ 6 เดือนมากขึ้น และโอกาสอนุมัติจะลดลงมากกว่า

  1. Refinance เพื่อลดภาระผ่อนจ่ายต่อเดือน

สถาบันการเงินจะนำยอดภาระผ่อนของทุกสินเชื่อมาตักออกจากรายได้ต่อเดือนของผู้ขอกู้ ก่อนนำมาคำนวน ว่าผู้ขอกู้มีศักยภาพในการชำระหนี้เหลือเท่าไหร่ และนั่นหมายความว่าวงเงินสินเชื่อที่ผู้ขอกู้สามารถขอเพิ่มได้ ฉะนั้นการรีไฟแนนซ์ สินเชื่อบ้าน/ สินเชื่อส่วนบุคคล ไปยังสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยลดลง จะสามารถลดยอดผ่อนชำระต่อเดือนได้ง่ายๆ หรือ รีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ที่มีอัตราการผ่อนขั้นต่ำที่ 10% เป็น สินเชื่อส่วนบุคคล  ที่มีภาระผ่อนชำระลดลง และในบางกรณีสถาบันการเงินจะมีโปรโมชั่นที่มีดอกเบี้ยถูกกว่าอีกด้วยในกรณีรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต หรือ Refinance บ้าน ที่มักจะมีโปรโมชั่น สินเชื่อ Refinance ดีๆมาให้เราได้เลือกมากมายจากสถาบันการเงินที่แข่งกันดุเดือด ดังนั้นอย่าลืมสิทธิของเราทุกๆ สามปี ที่สามารถ Refinance บ้านได้ เพื่อประหยัดดอกเบี้ยได้แบบง่ายๆ

  1. เดินบัญชีธนาคารสม่ำเสมอ

ธนาคารจะพิจารณารายได้ของผู้ขอสินเชื่อจากเอกสารที่ยื่นไปเท่านั้น ฉะนั้นข้อมูลที่สถาบันการเงินเชื่อถือมากที่สุดคือจำนวนเงินเข้าในบัญชีธนาคารนั่นเอง ถ้าเป็นพนักงานประจำที่รับเงินเดือนผ่านเข้าธนาคารอยู่แล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินบัญชี แต่ควรจะมีเงินเหลือไว้ในบัญชีบ้าง แต่ถ้าเป็นพนักงานประจำ และรับเงินเดือนเป็นเงินสดต้องนำเงินเดือนเข้าไปฝากธนาคารทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานแสดงรายได้ และค่อยๆ ถอนมาใช้จ่ายทั่วไป เช่นเดียวกับกรณีเจ้าของกิจการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรนำเงินมาฝากในธนาคารสม่ำเสมอ ถึงแม้จะรับรายได้เป็นเงินสดก็ตาม เพราะสถาบันการเงินจะยึดตามจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคารเป็นกฏเกณฑ์ในการคำนวนรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเท่านั้น

  1. เก็บเอกสาร/เอกสารสำคัญรายได้

สถาบันการเงินคำนวนรายได้ตามสิ่งพิมพ์ประกอบเท่านั้น ฉะนั้นควรเก็บเอกสารแสดงรายได้ ให้พร้อม ถ้าเป็นพนักงานประจำก็แค่  slip เงินเดือน แต่ถ้ากรณีเจ้าของกิจการหรือทำอาชีพอิสระ ก็จะต้องเก็บหลักฐานทางการค้า เช่น ใบสั่งซื้อ/สัญญาสั่งซื้อ/บิลกำกับภาษี หรือหลักฐานเสียภาษีของนิติบุคคลหรือการเสียภาษีของบุคคลธรรมดา มายื่นประกอบการสมัครขอสินเชื่อ และที่สำคัญสิ่งพิมพ์เหล่านี้สามารถแสดงถึงอายุกิจการหรือประสบการณ์ได้อีกด้วย เอกสารข้างต้นจะมีความสำคัญกับประกอบการอิสระ ที่ไม่ได้จดทะเบียนกับภาครัฐ ไม่มีทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนบริษัท ที่สามารถแสดงถึงอายุการประกอบธุรกิจได้

  1. ใส่เบอร์โทรศัพท์บ้านและสถานที่ทำงาน

สถาบันการเงินจะพินิจพิจารณาและให้คะแนนแก่ผู้สมัครกู้ที่มีเบอร์ที่ทำงานที่ติดต่อได้ และสามารถสอบถามหรือตรวจทานได้ว่า ผู้สมัครได้ทำงานอยู่บริษัทนั้นๆจริง ถ้าผู้สมัครไม่มีเบอร์บ่อยๆในที่ทำงาน ควรให้เบอร์โทรศัพท์ฝ่ายบุคคลของบริษัทไปแทน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถติดต่อพูดคุย สอบถามข้อมูลการทำงานของเราได้ และให้ฝ่ายบุคคลของบริษัทเรา แจ้งกับธนาคารแทนได้ว่าผู้สมัครได้ทำงานอยู่ในบริษัทอยู่จริงและมีอายุงานตามที่ได้แจ้งตามที่กรอกในใบสมัครไว้ เช่นเดียวกับเบอร์โทรศัพท์บ้าน ที่สถาบันการเงินมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อสื่อสารผู้กู้ได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นควรกรอกเบอร์โทรศัพท์บ้านที่อยู่ปัจจุบัน หรือถ้าไม่มีเบอร์โทรศัพท์บ้านจริงๆ ควรจะใส่เบอร์โทรศัพท์บ้านเครือญาติ ที่มีคนรับสายแทนได้

แค่ทำตามเทคนิคง่ายๆ แบบนี้ก็เพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ ได้แล้ว ถ้าใครอยากขอสินเชื่อ ลองเลย!