“ เมาแล้วขับ ”

กรณีนี้เป็นกรณีที่คนส่วนมากมักชอบการสังสรรค์กันนิด ๆ หน่อย ๆ ตามประสาคนชอบเข้าสังคม แต่ระหว่างทางที่กลับบ้านนั้นมักจะมีการตั้งด่านเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอร์ เมื่อวัดแล้วเกินค่าที่กฎหมายกำหนดก็จะต้องรับโทษ ดังนี้ โทษของกฎหมายจราจรการเมาแล้วขับนั้นจริง ๆ มีว่าอย่างไร ทำไมถึงมีความผิด วิธีการเอาตัวรอด หรือ ทางด้านกฎหมายว่ากันอย่างไรมาดูกันครับ
ตามกฎหมายได้เขียนไว้ว่า ถ้ามีระดับแอลกอฮอร์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัม ถือว่ามีความผิดฐานเมาสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ ผิดกฎหมายพรบ.จราจรทางบก มาตรา 160 ตรี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5 พันถึง 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพักใบอนุญาตขับขี่ ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต โดยอาจมีการบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะด้วย อันนี้หมายถึงในกรณีเฉพาะข้อหา เมาแล้วขับ อย่างเดียวนะครับ

แต่ถ้าการ เมาแล้วขับ นั้น ยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ก็จะมีโทษทางกฎหมายเพิ่มมาอีก กล่าวคือตามลำดับผลที่เกิดขึ้น
ถ้า 1) ชนธรรมดาเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บเล็กน้อย ตามกฎหมาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับ 2 หมื่น ถึง 1 แสนบาท นี่คือกรณีที่ผู้อื่นนั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
2) บาดเจ็บสาหัส เช่น แขนขาหัก เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลติดต่อกันเกินกว่า 20 วัน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 4 หมื่น ถึง 120,000 บาท โทษจำคุกขั้นต่ำคือ 2 ปี ศาลไม่สามารถลงโทษน้อยกว่านี้ได้
3) และโทษขั้นสุดท้ายในกรณีที่มีผู้เสียชีวิต รับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 6 หมื่น ถึง 2 แสนบาท
โดยทั้งสามกรณีนั้น ผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุยังต้องทำการชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดอีกด้วย ได้แก่ ค่าทรัพย์สินเสียหาย ค่ารักษาพยาบาล ค่าทุกขเวทนา ค่าทำศพ ต่าง ๆ ในการทำพิธีศพ ค่าชดเชยขาดรายได้ หรือ กรณีที่คู่กรณีนั้นเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ยังต้องชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตร หรือ สามี-ภรรยา ญาติพี่น้อง บิดามารดา ของผู้เสียชีวิตอีกด้วย เป็นจำนวนใด ๆ นั้นตามที่เสียหายจริง และตามที่ศาลเห็นสมควร

เมาแล้วขับ

ส่วนวิธีรอดจากการเป่าเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอร์นั้น ตามจริงผมไม่อยากแนะนำเท่าไร แต่มันคือสิทธิตามกฎหมายของเรา คือ “เราสามารถที่จะปฏิเสธได้” แต่เราจะถูกกักขังไว้ตรงด่านนั้น ตามกฎหมาย พรบ.จราจรทางบก มาตรา 142 วรรค 3 ถ้าคุณไม่เป่าเจ้าหน้าที่มีสิทธิกักตัวคุณไว้จนกว่าจะยอมเป่า แต่ถ้าคุณไม่เป่า มีโทษปรับ 1,000 บาท นี่คือ ช่องทางที่หลายคนใช้ แล้วทำอะไรไม่ได้ด้วยเพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของคุณไว้ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำเข็มหรือของมีคมมาทำการเจาะและดูดเลือดของคุณได้ หรือ บังคับเอาเครื่องตรวจวัดมายัดปากของคุณให้เป่าไม่ได้ คุณสามารถแจ้งความกลับฐานข่มเหงและทำร้ายร่างกายได้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วตำรวจไม่สามารถบังคับประชาชนให้เป่าเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอร์ได้ ถ้าประชาชนรู้กฎหมายกันครับ
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2557 ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่10) พ.ศ. 2557 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 142 เกี่ยวกับการกำหนดข้อสันนิษฐานในกรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นขับขี่รถในขณะเมาสุรา อันเป็นการสันนิษฐานว่ากระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายอยู่ดีนั่นเอง ฉะนั้น แม้ผู้ขับขี่จะมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมทดสอบระดับแอลกอฮอร์ได้ก็ตาม กฎหมายใหม่ก็ยังบัญญัติให้มีความผิดต่อกฎหมายอยู่ดีนะครับ
สรุปทางที่ดีลุงหนวดแนะนำว่า เมาไม่ขับ หากจะเมาก็ใช้บริการรถสาธารณะดีกว่านะครับ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตัวคุณและคนอื่นๆ ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความปราถนาดีจากลุงหนวดครับ.